เกร็ดความรู้คู่ลูกชาย » รู้ทัน ซิฟิลิส (Syphilis)

รู้ทัน ซิฟิลิส (Syphilis)

11 พฤษภาคม 2019
464   0


 

ซิฟิลิส (Syphilis) คืออะไร?  

           ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย ที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิส หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงตามมาภายหลังได้ การดำเนินโรคในขั้นต้นโดยทั่วไปจะเริ่มจากบาดแผล ซึ่งมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะของแผลจะเป็นแผลที่ไม่รู้สึกเจ็บ        (Painless sore) หรือเรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) การแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นสามารถเกิดได้ผ่านทางการสัมผัสระหว่างบาดแผลนี้กับผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ โรคซิฟิลิสอาจเป็นปัญหาที่ตรวจพบได้ยาก เนื่องจากการดำเนินโรคหลังจากได้รับเชื้อแล้ว เชื้อแบคทีเรียชนิดสามารถหลบซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ภายในร่างกายเราได้เป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีอาการแสดงขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งระยะนี้เรียกว่าระยะแฝง (Latent phase) หากเราสามารถตรวจพบการติดเชื้อนี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ และหลังจากรักษาจนหายขาดแล้ว เราจะไม่เป็นโรคซิฟิลิสเว้นแต่ว่าจะได้รับเชื้อจากผู้ติดเชื้อรายอื่น ในกรณีนั้นเราก็สามารถเป็นโรคซิฟิลิสได้เช่นเดียวกัน

สาเหตุของโรคซิฟิลิส

         ซิฟิลิสเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ผ่านทางรอยขีดข่วนหรือบาดแผลเล็กๆ บนผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ การแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีแผลริมแข็ง (Chancre) หรือในระยะที่สอง ซึ่งจะมีอาการแสดงคือมีผื่นขึ้น หรือแม้แต่ในช่วงแรกๆ ของระยะแฝง (Early latent phase) ซึ่งไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยก็ตาม

          หลายคนมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการติดต่อของเชื้อซิฟิลิส ในความเป็นจริงเชื้อชนิดนี้จะไม่ติดต่อผ่านทางการใส่เสื้อผ้าร่วมกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือกินอาหารจากภาชนะเดียวกัน หรือแม้แต่จากลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ หรือการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ นอกจากนี้ มีการติดเชื้อบางกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก สามารถเกิดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่มีการติดเชื้ออยู่ขณะนั้น เช่น ผ่านทางการจูบ เป็นต้น

โรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital Syphilis)

            ซิฟิลิสสามารถติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างการคลอดได้ การติดเชื้อกรณีนี้จะเรียกว่าโรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital syphilis) ซึ่งนับเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง และมีผลร้ายแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้ การติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิดนี้สามารถทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเกิดการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดได้ นอกจากนี้การติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิดยังสามารถส่งผลให้มีอาการหูหนวก ตาบอดมีความผิดปกติทางโครงสร้างต่างๆ รวมถึงความผิดปกติทางระบบประสาทในเด็กได้  ซึ่งหากเราสามารถตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน (Penicillin) จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการต่างๆ เหล่านี้ได้

 

การติดเชื้อซิฟิลิสจะมีการดำเนินของโรคเป็นระยะๆ แต่ละระยะจะมีอาการต่างกันไป

 


 

ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะประกอบไปด้วยระยะเริ่มต้น (Primary stage) ระยะที่สอง (Secondary stage) ระยะแฝง (Latent stage) และระยะที่สาม (Tertiary stage)

อย่างไรก็ตามโรคซิฟิลิสไม่ได้จำเป็นต้องมีลำดับการดำเนินโรคตามที่กล่าวเสมอไป อาจมีการสลับหรือมีระยะทับซ้อนกันได้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสบางคนอาจได้รับเชื้อไปเป็นระยะเวลานานหลายปีโดยไม่ได้รู้ตัวเลยก็เป็นได้

โรคซิฟิลิสระยะที่หนึ่ง (Primary Syphilis)

      โรคซิฟิลิสมักจะแสดงอาการเริ่มต้นจากการมีแผลเล็กๆ ที่เรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) โดยแผลริมแข็งจะเกิดขึ้นหลังจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ชายแผลริมแข็งมักจะเกิดในบริเวณปลายหรือลำอวัยวะเพศในผู้ป่วยบางราย อาจไม่ทันสังเกตหรือไม่รู้ตัวว่ามีแผลเกิดขึ้น เนื่องจากแผลนี้จะไม่มีอาการปวด และแผลอาจซ่อนอยู่ภายในช่องคลอดหรือทวารหนัก จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อซิฟิลิสได้แผลริมแข็งนี้โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงตำแหน่งเดียว แต่ก็มีบางส่วนที่มีแผลหลายตำแหน่ง โดยแผลริมแข็งจะสามารถหายเองได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ แม้ไม่ได้ทำการรักษาใดๆ ก็ตาม

โรคซิฟิลิสระยะที่สอง (Secondary Syphilis)

       หลังจากที่แผลริมแข็งหายไปไม่นาน ผู้ป่วยซิฟิลิสอาจมีผื่นขึ้นได้ ผื่นนี้มักจะขึ้นบริเวณลำตัว แต่ก็สามารถกระจายไปทั่วร่างกาย รวมถึงมีผื่นขึ้นที่มือและเท้าได้เช่นเดียวกัน หรือบางครั้งอาจมีแผลคล้ายหูด (Wart-like sores) ขึ้นภายในปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย

โดยปกติผื่นจากซิฟิลิสจะไม่มีอาการคัน แต่อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้

  • อาการปวดกล้ามเนื้อ

  • ไข้

  • เจ็บคอ

  • ต่อมน้ำเหลืองโต

 

อาการต่างๆ เหล่านี้สามารถหายไปเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้เช่นเดียวกัน

 

การตรวจและวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

หากคุณหรือบุตรประสบปัญหามีสารคัดหลั่งผิดปกติจากบริเวณอวัยวะเพศ หรือมีผื่นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขาหนีบ ให้รีบไปพบแพทย์

หากสงสัยการติดเชื้อซิฟิลิส แพทย์จะตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อ โดยใช้วิธีเจาะเลือดหาแอนติบอดี (Antibody) หรือภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา โดยแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิสนี้จะคงอยู่ในร่างกายเราได้เป็นเวลานานหลายปี ทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถบ่งบอกการติดเชื้อในอดีตได้

ในซิฟิลิสระยะต้นและระยะที่สอง แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์ (Cell) จากบริเวณบาดแผลหรือบริเวณผื่นเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย

หากแพทย์สงสัยว่าคุณอาจมีการติดเชื้อเป็นโรคซิฟิลิสระยะที่สาม และมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทเกิดขึ้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture) เพื่อนำน้ำไขสันหลัง (Cerebral fluid) ไปตรวจหาความผิดปกติต่อไป

ผลกระทบที่เกิดจากซิฟิลิส

       หากไม่ได้รับการรักษา ซิฟิลิสสามารถส่งผลต่อหัวใจและสมอง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จากรายงานการศึกษาพบว่าการติดเชื้อซิฟิลิสมีความเกี่ยวข้องกับโรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง (Arterial aneurysm) การอักเสบของเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า (Inflammation of aorta) ซึ่งเป็นเส้นเลือดแดงหลักของร่างกาย และยังมีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อลิ้นหัวใจได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ซิฟิลิสยังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตอีกหลายประการ ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน หรือฉีกขาด (Stroke)

  • โรคเยื่อหุ้มไขสันหลังอักเสบ (Meningitis)

  • การได้ยินผิดปกติ

  • การมองเห็นผิดปกติ

  • โรคความจำเสื่อม

การติดเชื้อซิฟิลิสยังมีผลเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือที่เรียกกันว่าเอดส์ (AIDs) อีกด้วย

จากรายงานการศึกษาระบุว่า ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อซิฟิลิสทางการมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้มากถึง 2-5 เท่าของคนทั่วไป โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่บาดแผลริมแข็งในโรคซิฟิลิสสามารถมีเลือดออกและทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ในผู้หญิง ซิฟิลิสเป็นปัญหาสำคัญในช่วงที่ตั้งครรภ์ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด และมีผลทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ และการเสียชีวิตของทารกได้ในช่วงไม่กี่วันหลังคลอด และท้ายที่สุด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสอาจเกิดตุ่มหรือก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากัมม่า (Gummas) ซึ่งกัมม่าสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณ ผิวหนัง กระดูก หรืออวัยวะภายในก็ได้ โดยจะเกิดในระยะหลังของการติดเชื้อ (Late stage of infection)

 

การรักษาโรคซิฟิลิส

หากพบอาการป่วยของโรคนี้ ควรได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีผลแทรกซ้อนในระยะยาว

 


 

ข้อแนะนำวิธีรักษาสำหรับโรคซิฟิลิส คือ การใช้ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง โดยสรรพคุณของเพนิซิลลินนั้นอยู่ที่ความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคซิฟิลิสนั่นเอง ในช่วงการรักษา แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะจบการรักษา และผลตรวจเลือดของผู้ป่วยก็ต้องได้รับการยืนยันว่าหายขาดแน่นอนแล้ว

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจแนะนำให้ผู้ป่วยแจ้งคู่นอนของตนเพื่อเข้ามารับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) เนื่องจากการป่วยเป็นโรคซิฟิลิสนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีที่สูงขึ้นกว่าเดิมด้วย

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ หากพบว่าการติดเชื้อของผู้ป่วยอยู่ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี จะสามารถหยุดการลุกลามของโรคได้ด้วยการฉีดยาเพนิซิลลินเพียง 1 เข็ม แต่ถ้าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี อาจต้องรับการยาฉีดชนิดนี้มากขึ้นอีกเมื่อพบว่าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์ก็จะเสนอการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดอื่น ๆ แต่กระนั้น ยาเพนิซิลลินเป็นยาปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียวที่สามารถใช้กับสตรีมีครรภ์ได้

การรักษา

ให้ยาต้านจุลชีพ การรักษาซิฟิลิสในระยะแรก (Early syphilis) จะให้ยา Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) Doxycycline 100 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Erythromycin 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Tetracycline 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Ceftriaxone 125 มิลลิกรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันละครั้ง 10 วัน หรือ 250 มิลลิกรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันเว้นวัน 5 ครั้ง หรือ 1 กรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันเว้นวัน 4 ครั้ง

การรักษาซิฟิลิสในระยะปลาย (Late syphilis) จะให้ยา Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) สัปดาห์ละครั้ง 3 สัปดาห์ หรือ Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (IV) ทุก 4 ชั่วโมง 10 – 14 วัน หรือ Doxycycline 100 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง 4 สัปดาห์ หรือ Tetracycline 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 4 สัปดาห์

การรักษาซิฟิลิสประสาทหรือมีการติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง จะให้ยา Procaine Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ฉีดวันละครั้งหรือ Probenecid 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 10-14 วัน

การรักษาซิฟิลิสแต่กำเนิด จะรักษาด้วย Penicillin G 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IV ทุก 12 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ หรือ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IV ทุก 8 ชั่วโมง 10-14 วัน Procaine Penicillin G 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IM วันละครั้ง 10-14 วัน

การแพ้ยาเพนิซิลลินและการตั้งครรภ์

หากผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์เกิดแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีที่เรียกว่า ดิเซนซิไทเซชัน (Desensitization) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาเพนิซิลลินได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย หากพบว่ามีอาการแพ้อย่างรุนแรง แพทย์อาจต้องให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวในโรงพยาบาล

วิธีรักษาประเภทดิเซนซิไทเซชันคือการรักษาด้วยวิธีให้ยาในปริมาณน้อย ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นภายในเวลา 12 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายของผู้ป่วยได้ปรับตัว จนสามารถทนต่อยาเพนิซิลลินได้ สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อให้กำเนิดบุตรแล้ว ควรพาบุตรมารับการตรวจและรักษาเช่นเดียวกันด้วย

ปฏิกิริยาจาริช-เฮิร์กไซเมอร์ (Jarisch-Herxheimer Reaction)

ผู้ป่วยอาจพบเจออาการที่เรียกว่า ปฏิกิริยาจาริช-เฮิร์กไซเมอร์ ในวันแรกของการรักษาโรคซิฟิลิส

อาการและอาการแสดงอันเป็นผลจากปฏิกิริยาดังกล่าว มีดังนี้

  • มีไข้และหนาวสั่น

  • คลื่นไส้

  • ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อและข้อกระดูก

  • ปวดศีรษะ

ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายไปเองภายใน 1-2 วันหลังแสดงอาการ

 

 

การเข้ารับการตรวจถือเป็นวิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างชัดเจนว่าคุณเป็นซิฟิลิสหรือไม่

 


 

           คุณควรได้รับการตรวจหากคุณหรือคู่ของคุณแสดงอาการของโรคซิฟิลิส หรือถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน คุณไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีซิฟิลิสเพียงเพราะคุณรู้สึกแข็งแรงดีเท่านั้น เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ วิธีเดียวที่จะรู้แน่ชัดคือการเข้ารับการตรวจ

          หากคุณสังเกตเห็นอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศหรือพบว่ามีอาการอื่นๆ ของซิฟิลิส คุณควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ การเข้ารับการตรวจนั้นถือเป็นความคิดที่ดี หากคุณเคยมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือถ้ามีคนที่คุณเคยมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเป็นโรคซิฟิลิส (แม้ว่าคุณจะไม่สังเกตเห็นอาการใดๆ ก็ตาม) และยิ่งถ้าหากคุณกำลังตั้งครรภ์ แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้คุณรับการทดสอบซิฟิลิสอีกด้วย

          โดยทั่วไป คนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ควรได้รับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ประมาณปีละครั้ง คุณสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าคุณควรจะต้องตรวจหาเชื้อซิฟิลิสหรือไม่ สิ่งที่ดีที่สุดภายหลังการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็คือ เมื่อผ่านการตรวจไปแล้วและไม่พบเชื้อใดๆ คุณก็จะสบายใจ ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคต่างๆ หรือไม่ และยิ่งถ้าตรวจแล้วพบว่าคุณมีเชื้อซิฟิลิสอยู่จริงๆ คุณยิ่งควรทราบผลนั้นทันที เพื่อที่จะได้รับยาและกำจัดเชื้อออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจซิฟิลิส

       คุณสามารถเข้าตรวจเชื้อซิฟิลิสได้แม้ว่าว่าคุณจะมีแผลหรืออาการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ตาม โดยปกติพยาบาลหรือแพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบหาเชื้อซิฟิลิส หากคุณมีแผลบริเวณอื่น ๆ ที่เปิดอยู่แล้ว พวกเขาอาจเก็บตัวอย่างของเหลวจากแผลนั้นด้วยก้านสำลีและนำไปทดสอบ

การเข้าตรวจโรคอาจจะดูน่ากลัวและน่าอาย แต่ขอบอกว่าคุณควรจะทำใจให้สบาย การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ และเป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพของคุณ นอกจากนี้ หากพบเชื้ออยู่จริง ข่าวดีก็คือโรคซิฟิลิสสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ดังนั้นหากคุณรู้ผลเร็ว คุณก็ยิ่งจะกำจัดมันได้ง่ายขึ้นและไวขึ้นด้วย

 

ฉันจะเข้ารับการตรวจซิฟิลิสที่ไหน?

        คุณสามารถเข้ารับการทดสอบซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ที่สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยหรือตามโรงพยาบาล คลินิกชุมชนที่รับตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้าตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปี หรือการตรวจทางสูตินรีเวชตามปกติ นั่นคือคุณต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลว่าต้องการรับการตรวจนี้

ทำใจให้สบาย เปิดกว้าง และให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับพยาบาลหรือแพทย์ของคุณเพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยคุณคิดได้ว่าการตรวจแบบใดจะดีที่สุดสำหรับคุณ จงอย่าอาย ! ขอให้ทราบว่าสิ่งที่แพทย์กำลังทำนั้นเพื่อช่วยรักษาคุณ ไม่ได้ต้องการตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์หรือเล่าลับหลังใดๆ

 

การป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิส

         แม้ว่าการรักษาโรคซิฟิลิสจะสามารถป้องกันการเกิดผลกระทบที่ตามมาภายหลังได้ แต่อาการหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้น แพทย์จึงแนะนำให้ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรก โดยมีวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์เฉพาะสามี-ภรรยา / คู่นอนของตนเองคนเดียวเท่านั้น

  • ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (การใช้ถุงยางอนามัยสามารถลดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ แต่ตัวถุงยางอนามัยต้องครอบคลุมบริเวณแผลด้วย)

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือยาเสพติดประเภทต่างๆ (การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือการใช้ยาเสพติดต่างๆ มีผลทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ และอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันได้)

  • สำหรับสตรีมีครรภ์ทุกราย แพทย์แนะนำว่าควรได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสระหว่างการตั้งครรภ์

แสดงความคิดเห็น

comments