บทความ » หนูคิดว่า…รับน้องขึ้นดอย..มีอะไรมากกว่าที่คิด

หนูคิดว่า…รับน้องขึ้นดอย..มีอะไรมากกว่าที่คิด

15 มิถุนายน 2017
1216   0

หนูคิดว่า…รับน้องขึ้นดอย…มีอะไรมากกว่าที่คิด

(บทความจากนักศึกษา)

 

          หลังจากฤดูสอบ GAT PAT และ ADMISSION จบลง สิ่งต่อไปที่รอคอยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ การก้าวสู่การเป็นนักศึกษา หรือ เฟรชชี่ อย่างเต็มตัว นึกแล้วก็ตื่นเต้นแทนว่าที่นักศึกษาใหม่…พูดยังไม่ทันขาดคำเลย ลูกๆหลานๆ ก็มาเป็นนักศึกษาปี 1 อย่างเต็มตัวซะแล้ว แต่สิ่งที่รอคอยอยู่นั่นคือ การรับน้อง แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบแตกต่างกันออกไป แต่ที่เพิ่งผ่านไปล่าสุด คือการรับน้องขึ้นดอย ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นึกแล้วก็ขนลุก…

          ประเพณีรับน้องขึ้นดอยสืบต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่าการรับน้องขึ้นดอยสามารถทำให้น้องรักกันจริงหรือ ทำให้น้องสามัคคีกันหรือ แต่ที่แน่ๆ กาลครั้งหนึ่งฉันเคยเดินขึ้นดอย และฉันก็รักเพื่อนที่ช่วยเหลือฉันจนฉันถึงจุดมุ่งหมาย จะว่าไป กาลครั้งหนึ่งนั่นมันก็นานมาแล้ว แต่กาลครั้งล่าสุด เป็นอย่างไรบ้าง?

          "เหนื่อยก็เหนื่อยนะคะพี่ สนุกก็สนุกนะคะพี่ แต่ปอดหนูกับสุขภาพจิตคงเสื่อมอ่ะค่ะ" ความในใจที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์เมื่อฟังแล้วก็อดถามถึงเหตุไม่ได้ เธอบอกว่า นอกจากการไม่ได้พักผ่อนเพียงพอเนื่องจากต้องตื่นมาเพื่อรวมตัวกัน เตรียมขบวนให้สวยงาม เธอยังต้องมารับหน้าที่แต่งชุดสวยงามร่วมขบวนให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปและชื่นชมความงามของริ้วขบวน 

          "เดินขึ้นไม่เหนื่อยเท่าไรค่ะ แต่กลิ่นควันรถ กลิ่นผ้าเบรคไหม้ เสียงบีบแตรรถนี่สิคะ เป็นอะไรที่ทำให้หนูเหนื่อย ไหนจะเดินหลบรถที่ขับเร็ว ไหนจะเดินดมกลิ่นอะไรนั่นอีก สุขภาพจิตหนูเสียเลยค่ะ แต่ก็ดีนะคะ หนูคิดว่าขึ้นดอยทำให้หนูได้อะไรเยอะแยะ เช่น โรคปอด หรืออาจจะเป็นโรคหูตึงค่ะ แต่ก็ดีค่ะ เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง สุดท้ายหนูก็ขึ้นถึงดอยสุเทพ มันก็สนุกมากเลยค่ะ ยกเว้นมลพิษ"

          ภาพประเพณีที่ดีงามยังปรากฎในความทรงจำของหลายคน แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนไปเรื่อยๆ ยิ่งหมุนเร็ว ภาพเหล่านั่นก็เลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยภาพที่สะท้อนความเปลี่ยนไปซึ่งอาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายของนักศึกษาปี 1 ยังคงเป็นการต่อสู้กับอุปสรรคนั่นคือตัวเอง เพื่อขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ

          แล้วเมื่อถึงจุดหมาย สิ่งใดเล่าจะพาเฟรชชี่กลับสู้พื้นดินด้านล่าง คำตอบที่ดังที่สุดคงหนีไม่พ้น "รถสี่ล้อแดง" มองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลัง รถสี่ล้อแดงก็จอดเตรียมรับน้องๆเพื่อส่งกลับสู่ห้องหอที่รอให้เอนตัวลงพัก…อย่างสบายปอด

          ลุงเทียงดี คนขับสี่แดงเล่าว่า "ใจจริงก็ไม่อยากจะขึ้นมาบนดอยสุเทพเนื่องจากสภาพรถของตนไม่เอื้ออำนวย แต่นึกถึงนักศึกษาก็เห็นภาพลูกของตน สงสาร จึงจำเป็นต้องทำ โดยการรับเหมาราคานักศึกษาจากในมหาวิทยาลัยขึ้นไปดอยสุเทพและรอรับกลับลงมา"

        "หากถามว่าคุ้มไหม ก็ไม่คุ้มหรอกครับ ลงไปก็ต้องไปตรวจสภาพรถ เปลี่ยนนั่นนี่ ค่าจ้างที่ได้ก็ไม่กี่บาท แต่ทำไงได้ ลุงสงสารคนที่เดินไม่ไหว เขาก็เหมือนลูกของลุงนั่นแหละ" หากน้องนักศึกษาได้ยินคำพูดของลุงคนขับสี่ล้อแดงคงจะอดยิ้มไม่ได้ที่ลุงมีความเมตตา แต่ถ้าหากลุงได้ยินเสียงในใจของนักศึกษา ลุงก็คงไม่อยากจะทำร้ายพวกเขาอีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อทุกฝ่ายต้องอาศัยกันและกันในการดำรงชีวิตหรือทำกิจกรรม หากแต่หัวใจของลูกช้างแข็งแกร่ง พร้อมจะสู้ไปกับผองเพื่อนและพี่ อุปสรรคใดไหนจะขวางได้ หากแต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาสนใจเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ทำหน้าที่เหมือนผักชีบนข้าวมันไก่แค่ลมพัดก็ปลิวหาย ประเพณีรับน้องขึ้นดอยก็จะเป็นประเพณีที่สร้างสรรค์และส่งเสริมสุขภาพได้ดีทีเดียว

บทความจาก 426 มช

 

แสดงความคิดเห็น

comments